 |
| New Zealands passport to paradise Trip from April 18th - May 3rd, 2007 |
 |
| Kia Ora ขอเริ่มต้นกันด้วยการทักทายแบบชาวเมารีนะครับ ใครบางคนเคยพูดว่าถ้ายังไม่ได้มา New Zealand อย่าเพิ่งพูดถึงคำว่าธรรมชาติ คำกล่าวนี้เป็นความจริงที่รู้สึกได้เมื่อมายืนอยู่ด้านหน้าธรรมชาติ ภูเขา ทะเลสาบ อัน่สวยงาม ในวันที่ใบไม้ต่างๆพร้อมใจกันเปลี่ยนสีให้เห็นเป็นสีเหลืองส้ม แดง ละลานตระการตา ในฤดู Autumn ช่วงเดือนเมษายน เนื้อหาสาระของบทความสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ จะเกี่ยวข้องกับ 2 หัวข้อเรื่องเป็นหลักคือ เรื่องการศึกษา และการท่องเที่ยวในประเทศ New Zealand |
 |
เครื่องบินสายการบิน Singapore Airlines จากกรุงเทพถึงสิงคโปร์ และสิงค์โปรถึง Christchurch ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง มองจากเครื่องบินลงมาเห็นเทือกเขา Southern Alps ถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ สวยงามมาก เป็นสัณญาณบอกว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงแล้ว New Zealand The land of the long white cloud นาทีแรกที่สัมผัสอากาศที่ สนามบิน Christchurch รู้สึกได้ว่า หนาว!!! แต่ไม่เป็นไรก่อนมาผมตรวจสอบสภาพอากาศจาก Internet เลยหอบเสื้อกันหนาวไปหลายตัว เช้าวันที่ไปถึงอุณหภูมิอยู่ที่ 12 องศาเซลเซียส ในขณะที่ไปจากเมืองไทยช่วงสงกรานต์พอดี อุณหภูมิอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ช่างแตกต่างกันเสียนี่กระไร
ดังที่ได้เกริ่นให้ทราบจุดประสงค์ของการเดินทางมา New Zealand ในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาเยี่ยมชมโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ และโรงเรียนที่จะไปนั้นอยู่ที่เกาะใต้ของประเทศ New Zealand ตั้งอยู่ที่เมือง Dunedin (ดะนีเดิ้น) ห่างจากเมือง Christchurch ไปประมาณ 6 ชั่งโมงเดินทางโดยรถบัส เกาะใต้มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าเกาะเหนือ แต่ที่สำคัญธรรมชาติที่เกาะใต้สวยงามกว่าเกาะเหนืออย่างไม่มีข้อสงสัย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เลือกเดินทางมาที่เกาะใต้ |
 |
| การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ New Zealand นั้นค่อนข้างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นจองที่พัก รถโดยสาร รถไฟ เรือFerry หรือเครื่องบินโดยสารในประเทศ ล้วนสามารถจองผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้บัตรเครดิดจองล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้ โดยเฉพาะรถไฟ และรถบัส และรถไฟ ยิ่งจองล่วงหน้านานเท่าไรราคาตั๋วก็ยิ่งถูกลง ดังนั้นผมจึงสามารถเริ่มต้นจัดตารางการเดินทางและการนัดหมายต่างๆ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตลอดระยะเวลา 15 วัน แต่ขอเตือนเรื่องการรักษาเวลาไว้สักนิดนึง ในการมาขึ้นรถโดยสารต่างๆ ควรไป check in ตั๋วก่อนเวลารถออกประมาณ 15 นาที มิฉะนั้นถ้าท่านไปสาย ท่านอาจตกรถได้ เพราะตารางการเดินทางที่นี่ตรงต่อเวลามาก |
 |
|
|
 |
| ผมไปถึงสนามบิน Christchurch เช้าวันที่ 18 เมษายน หลังจากนั้นตรวจเช็ควีซ่า และพาสพอร์ทที่สนามบินโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง มีอย่างนึงที่อยากเตือนไว้ก็คือ เรื่องอาหารการกินที่บางท่านอยากจะนำติดตัวไปทานที่นิวซีแลนด์ อาหารบางอย่างห้ามมิให้นำเข้าประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้กรอกรายละเอียดตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินว่าท่านนำอาหารติดใส่กระเป๋ามาด้วยหรือไม่ ถ้ามีโปรดสำแดงให้เจ้าหน้าที่ทราบ หากท่านแจ้งว่าไม่ได้นำอาหารมา แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเจอ ด้วยเครื่องสแกนกระเป๋า ท่านจะเดือดร้อนถูกปรับเป็นเงิน 200 เหรียญ ลองเอา 26 บาทคูณดูสิ แล้วจะร้อง อู้หู!!! จ่ายสดงดเชื่อนะครับ แต่ถ้าท่านแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เจ้าหน้าที่จะบอกท่านเองว่าให้นำเข้าได้หรือไม่ ผมเองมีประสบการณ์นำขนมปังกับใส้กรอกไปด้วย แต่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนการตรวจเช็ค ปรากฏว่าใส้กรอกถูกริบครับ แต่ขนมปังเข้าได้ โชคดีไป เมื่อเสร็จขั้นตอนการตรวจเช็คทุกอย่างแล้ว ผมนั่งรถที่ฝรั่งเรียกว่า Shuttle ก็คือรถตู้นั่นเองมีด้านท้ายต่อพ่วงเพื่อใส่กระเป๋าสัมภาระให้ผู้โดยสาร ไปขึ้นรถบัส www.intercitycoach.co.nz ต่อไปที่ Dunedin อีก 6 ชม. ถนนที่ New Zealand มีแค่ 2 เลนส์เท่านั้น ขับซ้ายเหมือนบ้านเรา ที่น่าสนใจก็คือคนขับรถจะบรรยายสภาพภูมิประเทศ และแวะจอดให้ผู้โดยสารลงไปถ่ายภาพ ตามจุดสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ท่านจะไม่รู้สึกว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนานเลย เพราะภูมิประเทศ วิวทิวทัศน์ สองข้างทางนั้นสวยงามมาก |
 |
| เช้าวันที่ 19 เมษายน 2007 ผมมีนัดกับ Mr. Murray Whitworth (Division Manager UNIVERSITY OF OTAGO LANGUAGE CENTER ) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Dunedin The city of education เป็นเมืองของการศึกษาอย่างแท้จริงเพราะมีจำนวนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยประมาณ 19,000 คน Murray Whitworth บอกผมว่าช่วงมหาวิทยาลัยปิดเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์นั้นบรรยากาศของเมืองจะเงียบ จะไปคึกคักอีกทีตอนช่วงเปิดเทอม Murray Whitworth พาผมเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่นห้องเรียน ห้องสมุด sound lab ห้องInternet ภายในมหาวิทยาลัย เนื่องจากโรงเรียนสอนภาษาตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย และมีนักเรียนจากชาติต่างๆมาเรียนกันมากมาย ที่สำคัญนักเรียนไทยที่นี่ยังไม่มาก นักเรียนจึงมีโอกาสฝึกการใช้ภาษาอังกฤษได้มากกว่าเมืองที่มีนักเรียนไทยอยู่เยอะ |
 |
| UNIVERSITY OF OTAGO ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1869 ประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ New Zealand และติดอันดับ 1 ใน 100 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก นักเรียนสามารถเรียนภาษาอังกฤษ ของมหาวิทยาลัยก่อนสอบเทียบชั้นเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ และที่นี่เป็น ระบบ Foundation |
 |
 กับ Mr.Grant Hubbard (Chief Executive Officer) และน้องๆ คนไทยที่ไปเรียนอยู่ที่นั่น |
 |
 |
|
 |
| Dunedin เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์สวยงาม สภาพแวดล้อมสงบ ไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับมาศึกษาเล่าเรียน ต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แถมผู้คนที่นี่มีความเป็นมิตรมาก อบอุ่นด้วยน้ำใจไมตรี หลังจากเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียนสอนภาษาของมหาวิทยาลัยแล้ว ตอนเย็นผมได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารค่ำ กับครอบครัวชาวนิวซีแลนดของ์ Mr. Grant Hubbard (CEO of OTAGO Language Center) และเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสได้ชิม รสชาติขาแกะย่าง กวาง มันบด ไวน์ พร้อมด้วยหอยแมลงภู่ตัวใหญ่ของนิวซีแลนด์ อร่อยมากขอบอก ใครที่มานิวซีแลนด์ไม่ควรพลาดเมนูดังกล่าว |
 |
| เช้าวันรุ่งขึ้นของวันที่ 20 เมษายน ผมยังคงมีตารางนัดหมายกับทางโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยโอทาโก้ เพื่อเข้าสังเกตุการณ์การเรียนการสอนในห้องเรียน มีนักเรียนจากหลายประเทศเข้าเรียนในห้องเดียวกันอาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อิสราเอล บราซิล เป็นต้น ผมมีโอกาสได้เจอนักเรียนไทย 2 คนที่ไปเรียนต่อปริญญาโทที่นั่น ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเตรียมภาษาก่อนเข้ามหาวิทยาลัย |
 |
 กับ Mr. Murray Whitworth (Divisional Manager of OTAGO Language Center) |
 |
|
 |
| การเรียนภาษาอังกฤษ ในชั้นเรียนมีนักเรียน ประมาณ 10 คนนักเรียนจะ นั่งเรียนลักษณะ U Shape โดยที่ครูผู้สอนสามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง และการมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นชาวต่างชาตินั้น จะช่วยให้มีโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษได้มากขึ้น นอกจากเรียนแล้วยังมีกิจกรรมนอกห้องเรียนสำหรับนักเรียน ที่น่าสนใจเช่นไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองเช่น เที่ยวชมฟาร์มแกะ Ice skating, Queenstown Trip และอื่นๆที่น่าสนใจ |
 |
| ผมจบการสังเกตุการณ์ในชั้นเรียนในช่วงบ่าย และมีเวลาเดินเที่ยวเตร่ ช้อบปิ้งในเมืองDunedin และมีโอกาสไปเยี่ยมชม Farmland ของ Pat และ Colin สองสามีภรรยาชาวนิวซีแลนด์ที่น่ารัก ซึ่งอาจารย์ท่านหนึ่งที่เมืองไทยแนะนำผมให้รู้จัก ทั้งสองคนเลี้ยงต้อนรับผมด้วยอาหารเย็น และผมก็ไม่ลืมของฝากจากเมืองไทยที่นำติดตัวไปให้ด้วย ตอนที่ไปถึงบ้าน Pat & Clolin ครั้งแรกที่ผมได้เจอทั้งสองสามีภรรยาชาวนิวซีแลนด์ผมรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า แต่พอมีโอกาสได้พูดคุย ทั้งสองคนให้การต้อนรับที่อบอุ่นมาก มีความเป็นกันเอง เหมือนได้เคยเจอกันมาก่อน นี่คืออุปนิสัยอย่างหนึ่งของชาวนิวซีแลนด์ และอีกอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักเรียนไทยบางคนเคยมาพักที่ Farmland แห่งนี้ช่วงที่มาเรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ เลยทำให้มีหัวข้อเรื่องได้พูดคุยกันมากขึ้น ตอนขากลับออกจากบ้าน ผมได้ร่ำลา Pat & Colin ผมรู้สึกได้ว่าตอนมาเหมือนคนแปลกหน้าแต่ตอนขากลับ ผมรู้สึกว่าผมได้เพื่อนชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอีกสองคน |
 |
หลังจากนั้นอีกสองวันผมออกเดินทางต่อไปที่ Franz Josef Glacier www.franzjosefglacier.com ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ และอยู่ใกล้กับ Mt Cook อันสวยงาม Franz Josef Glacier เป็นลักษณะเหมือนธารน้ำแข็ง ที่ตั้งอยู่ในเขตป่าฝน เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ซึ่งขนาบด้วยภูเขาที่มีต้นไม้เขียวขจีครึ้ม ปกคลุมทั้งสองข้าง ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้ อย่างน่าอัศจรรย์ ในโลกนี้มี Glacier อยู่ 3 แห่ง Franz & Fox Glacier ในนิวซีแลนด์ อยู่ห่างกันประมาณ 25 กิโลเมตร และอีกที่หนึ่งอยู่ในอเมริกาใต้ประเทศอาร์เจนตินา นักท่องเที่ยวมากมายมาที่นี่เพื่อยลโฉมและ สัมผัส Glacier มีคนบอกว่าถ้าอยากจะทำความรู้จักกับ Glacier ให้มากขึ้นถึงขั้นสนิทสนม ให้ปีนขึ้นไปหามันและลูบไล้มัน
ภาพที่เห็นคือบันไดน้ำแข็งที่เจ้าหน้าที่ทำไว้ครับ ตอนที่ไต่ลงมามีเชือกให้จับ มองลงมาด้านล่างเห็นเป็นหุบเขาลึกลงไปครับ หวาดเสียว ทางดีๆ มี ไม่เดินกัน !!! หากคุณได้ไปแล้วจะทึ่งกับธรรมชาติของน้ำแข็งที่ก่อตัวได้อย่างสวยงามและเยือกเย็น
ผมตัดสินใจจอง Full Day Program ผ่านทางอินเตอร์เน็ตทันทีที่มีโอกาสได้เห็นแผ่นพับโฆษณา การเดินขึ้นไปบน Franz Josef Glacier ทำให้ผมเรียนรู้ทักษะหลายอย่างจากการปีนขึ้นไปบนภูเขาน้ำแข็ง ที่มีอุณหภูมิ 0 2 องศา ถึงแม้จะมีแดดออกก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ Franz Josef Glacier แนะนำให้สวมใส่เสื้อยืด 3-4 ชั้น ห้ามใส่กางเกงยีนส์ ใส่กางเกงขาสั้นได้ จากนั้นผมได้รับแจกชุดแจ็คเก็ต รองเท้าCombatและแผ่นเหล็กที่มีลักษณะเหมือนฟันปลาสวมไว้ใต้รองเท้าอีกทีนึงกันลื่นบนภูเขาน้ำแข็ง ถุงมือ หมวกไหมพรม อุปกรณ์จำเป็นต่างๆ และที่สำคัญต้องไม่ลืมอาหารและเครื่องดื่มใส่ติดกระเป๋าขึ้นไปด้วย เพราะต้องอยู่บนภูเขาน้ำแข็งนาน 6 ชม. กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับคนที่มีความพร้อมทางร่างกาย ชอบลุย เสี่ยง ผจญภัย ไม่กลัวความสูง และได้เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ถ้าคุณมีคุณสมบัติดังกล่าว Dont leave NZ before you have done this!!! ผมใช้เวลาเดินขึ้นไปอยู่บนภูเขาน้ำแข็งตั้งแต่ 10 โมงเช้า และกลับลงมาตอน 4 โมงเย็น พร้อมกับไกด์นำทางที่เก่งและเชี่ยวชาญ และเพื่อนร่วมทีมนักปีนเขาที่ประกอบไปด้วย ผู้ชาย 9 คนหนึ่งในนั้นรวมตัวผมด้วย และมีหญิงสาวแกร่งชาวฝรั่งเศษร่วมขบวนไปด้วยอีกหนึ่งคน TRIPนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งหมดประมาณ 40 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ผมเลือกที่จะอยู่ทีมที่ 1 เป็นทีมที่ต้องปีนขึ้นไปจุดสูงที่สุดและเหนื่อยยากกว่าทีมอื่นๆ ทั้งที่ผมก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ปีนภูเขาน้ำแข็งมาก่อน ยิ่งสูงยิ่งหนาวครับ แต่สนุกเร้าใจ มีอะไรที่จะทำให้คุณได้ตื่นเต้นตลอดเวลา คุณสามารถเลือกระดับความยากง่าย โดยการที่คุณจะเลือกอยู่ทีม 1 2 TOUGH หรือ 3 4 RELAX ผมประทับใจ Trip นี้เป็นอย่างมาก |
 |
ต่อจากนั้นวันรุ่งขึ้น 24 เมษายนผมมุ่งหน้าเดินทางโดยรถบัสท่องเที่ยวต่อไปที่เมือง Queenstown ของเกาะใต้เมืองที่ภาพยนต์เรื่อง Lord of the ring มาถ่ายทำที่นี่ และผมเดินทางมาที่นี่เพื่อไปสู่ Highlight ของการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ ผมไม่ทราบว่าตัวเองเป็นคนชอบกิจกรรมท้าทายตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้สึกตัวก็ที่นิวซีแลนด์นี่แหละ ตั้งใจมาที่ Queenstown เพื่อมาทำกิจกรรม 2 อย่างคือ นั่งเรือ Shotover jet www.shotoverjet.com The Worlds Most exciting Jet Boat Ride เป็นเรือที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นเองลัดเลาะไปตามเกาะแก่ง Canyonของแม่น้ำคาวารัว และหมุนกลับลำแบบ 360 องศา หลายรอบสนุกแบบเปียกปอน ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ราคา 99 NZD ครับ
หลังจากนั้นมาโดด AJ HACKETT BUNGY JUMP www.ajhackett.co.nz ที่สะพานคาวารัว ขอโทษผมจองกิจกรรมนี้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตก่อนมาเป็นเดือน(กลัวเต็มครับ) ระหว่างทางที่เจ้าหน้าที่ขับรถบัสของ AJ Hackett ไปส่งพวกเราที่สะพานคาวารัว ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ เช่น อังกฤษ ไอร์แลนด์ อเมริกัน ญี่ปุ่น และไทย นั่งไปบนรถคันเดียวกัน ไม่มีใครพูดอะไรเลยบนรถ แต่ผมรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิความตื่นเต้นที่มีอยู่ในตัวของทุกคนกำลังพลุ่งพล่าน ซึ่งแสดงออกมาทางสีหน้าและท่าทาง พอไปถึง Bungy Center ก็ได้รับแจกบัตรคิวหลังจากแจ้งชื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ทราบ และอ่านคำแนะนำกฏระเบียบต่างๆ การโดดบันจี้เป็นกิจกรรมท้าทายความสูงที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก แต่เป็นกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่เพื่อทดสอบความกล้าที่มีอยู่ในตัวคุณ เคยถามตัวเองบ้างไหมว่านานเท่าไหร่แล้วที่สาร Adrenaline ในร่างกายคุณไม่ได้ทำงาน การโดดบันจี้ที่นิวซีแลนด์ได้รับความนิยมอย่างสูงในวัยคนหนุ่มสาว วันที่ผมไปค่อนข้างคึกคักพอสมควร มีทั้งหนุ่มสาวหญิงชายเตรียมตัวกันมาทดสอบความกล้าของตัวเองตั้งแต่ช่วงสาย สำหรับความสูงที่มีให้นักโดดบันจี้เลือกโดดนั้น มีอยู่ 4 ระดับขั้นด้วยกัน |
 |
- ความสูง 43 เมตร ที่สะพาน Kawarau Bridge ระดับประถม
- ความสูง 102 เมตร Pipeline ระดับมัธยมต้น
- 3. ความสูง 134 เมตร Navis ระดับมัธยมปลาย
- 4. โดดจาก Helicopter ระดับมหาวิทยาลัย
|
 |
สำหรับมือใหม่หัดโดดอย่างผมเลือกที่ความสูง 43 เมตรก็พอ เพราะเป็นคนที่ไม่ใฝ่สูงมากนัก เป็น Commercial Bungy Jump แห่งแรกของโลกที่สะพาน Kawarau Bridge และปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมเสมอมา ต้อนรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวจากทั่วโลกที่เดินทางมาที่นี่อย่างไม่ขาดสาย เพื่อมาปลดปล่อยสาร Adrenaline ในร่างกายให้ได้รับความสุข วินาทีแรกที่เท้าของผมยืนอยู่บนแท่นบันจี้ ที่มีคำว่า AJ HACKETT แล้วมองลงมาที่แม่น้ำคาวารัวกำลังไหลเอื่อยอย่างไม่เร่งรีบอยู่ด้านล่างและเห็นลูกเรือสองคน กำลังพายเรือรอรับอยู่อย่างใจเย็น ถ้าสองคนนั้นแหงนหน้ามองขึ้นมาที่แท่นบันจี้ด้านบน จะเห็นผู้ชายไทยคนหนึ่งกำลังมีความรู้สึกแตกต่างจากพวกเค้าสองคนอย่างสิ้นเชิง !! ความรู้สึกหวิว อิสระ สารAdrenaline ในร่างกายวิ่งพล่านไหลเวียนอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ความรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เท้าทั้งสองข้างของผมถูกมัดติดกันด้วยเชือกพร้อมระบบSafety ที่นักโดดบันจี้ทุกคนมั่นใจว่าปลอดภัย ผมค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ยากที่สุดของการโดดบันจี้ คือการทำใจครับ โอ้แม่เจ้าและแล้ววินาทีที่ตื่นเต้นที่สุดก็มาถึง ผมได้ยินสัณญาณของเจ้าหน้าที่ให้ทิ้งตัวโดดนับ 5 4 3 2 1 Here we go!!! หวิว อิสระ ตื่นเต้น ท้าทาย หวาดเสียว สนุก ถ้าท่านอยากรับรู้ถึงความรู้สึกหลากหลายแบบนี้ในเวลาเดียวกัน ขอเชิญทดสอบด้วยตัวเอง ขอรับรองว่าถ้าท่านเป็นโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตข้างหน้า ผมรับรองว่าท่านก็ยังคงไม่ลืมความรู้สึกที่ได้โดดบันจี้ครั้งนี้อย่างแน่นอน แถมอีกนิดนึงนะครับ ผู้สูงวัยอายุ 65 ปี ขึ้นไปโดดฟรีไม่ต้องเสียเงิน ขอเตือนอีกครั้งว่ากิจกรรมนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ระยะเวลาจากแท่นบันจี้ด้านบนลงมาสู่ด้านล่างสั้นมากใช้เวลาตื่นเต้นเพียงแค่ 5 วินาทีเท่านั้นเอง เอาเป็นว่าผมสอบผ่านระดับชั้นประถมของการโดดบันจี้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมได้รับรูปถ่าย DVDบันทึกภาพการโดดบันจี้ และเสื้อยืดเป็นที่ระลึกพร้อมใบประกาศนียบัตรที่มีชื่อของตัวเอง เอามาเก็บไว้ที่บ้านเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตัวเอง และวงศ์ตระกูล ภูมิใจมากครับ!!! และขณะนี้ผมกำลังชูมือขึ้น 3 นิ้ว พร้อมกล่าวปฏิญาณกับตัวเองแบบลูกเสือสามัญว่า ด้วยเกียรติของข้า ข้าขอสัญญาว่าถ้าได้มานิวซีแลนด์ครั้งหน้าจะขอขึ้นระดับชั้นมัธยมต้นของการโดด BUNGY JUMP ต่อไป!!! |
 |
| หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจท้าทายความสูงที่ Queenstown แล้ววันรุ่งขึ้น ที่ 26 เมษายน ผมเปลี่ยนโปรแกรมการท่องเที่ยวไปที่เกาะเหนือบ้าง โดยสายการบิน Qantas Airlines รับอาสารับผู้โดยสารไปส่งที่ Rotorua เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของนิวซีแลนด์ ผมได้ไปดู บ่อโคลนเดือด ที่ Wai O Tapu |
 |
www.geyserland.co.nz ไปดูฟาร์มแกะโชว์ที่ www.agrodome.co.nz และ Tamaki Maori Village www.maoriculture.co.nz ในตอนค่ำ พร้อมโปรแกรมอาหารค่ำที่หมู่บ้านเมารี ผมได้มีโอกาสได้ชิมเนื้อแกะที่นี่เป็นครั้งที่สอง สำหรับที่ Tamaki Maori Village นี้ขออนุญาตแนะนำว่าไม่ควรพลาด เป็น Maori Concert Show ที่ดีมากประทับใจ คุณจะเริ่มสนุกตั้งแต่อยู่บนรถที่เดินทางไปในช่วงหัวค่ำ เพราะคนขับรถจะสอนให้พูดภาษาเมารี และร้องเพลงด้วย Kia Ora = HELLO, THANK YOU
ผมนั่งรถย้อนลงมาที่ Wellington เมืองหลวงของนิวซีแลนด์เพื่อที่จะขึ้นเรือ Ferry ต่อไปที่ Picton เรือ Ferry ที่นี่ใหญ่มากๆ ถ้าใครเคยข้ามไปเที่ยวเกาะช้างจังหวัดตราดจะเห็นว่า เรือ Ferry ที่นี่ใหญ่กว่าเรือ Ferry ที่ข้ามไปเกาะช้าง 3 เท่า ใช้เวลาเดินทางจากฝั่ง WELLINGTON มาที่ท่าเรือ PICTON ของเกาะใต้ประมาณ 3 ชม. ไม่ต้องห่วงว่าจะเบื่อนะครับ เพราะบนเรือมีทุกอย่างที่จะสร้างความสำราญให้กับท่านได้ เช่นโรงภาพยนต์ ร้านอาหาร PUB สนุ้กเกอร์ ใครที่ชอบฟุตบอลก็มีถ่ายทอดสดให้ดูทาง TV และยังมีโทรศัพท์สาธารณะให้ใช้อีกต่างหาก ถ้าได้ขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าของเรือจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่งขึ้น |
 |
หลังจากขึ้นฝั่งที่เกาะใต้แล้วผมนั่งรถไฟ จาก PICTON มาที่ CHRISTCHURCH ใช้เวลาประมาณ 7 ชม. เลียบชายฝั่งด้านมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้ตลอดเส้นทางสวยงามมาก ระหว่างทางเห็นปลาวาฬกำลังแหวกว่ายในมหาสมุทร มีจุดแวะชมปลาวาฬ Whale watching ที่ kaikoura
เช้าวันรุ่งขึ้น 1 พฤษภาคม ผมเริ่มเที่ยวต่อใน CHRISTCHURCH ด้วยการขึ้นรถราง Tramway ชมทัศนียภาพรอบเมือง ใครที่อยากขึ้น Gondola สามารถซื้อตั๋วแบบ Tramway & Gondola Combo จะช่วยประหยัดเงินได้อีกเล็กน้อย หลังจากนั้นนั่งรถ Shuttle 5 เหรียญ ไปเที่ยว Antarctic Centre www.iceberg.co.nz ที่นี่เหมาะสำหรับนักเรียนที่จะมาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพราะจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนิดหินต่างๆ นกเพนกวิน สภาพภูมิอากาศจำลองของ Antartica ภายในห้องจำลองอุณหภูมิ - 22 C ถึง -35 C พร้อมลมพายุเสมือนจริง หนาวสุดๆ
รุ่งขึ้นวันที่ 2 พฤษภาคม เดินเที่ยวแถว Cathedral Square และเดินเล่นใน Botanic garden ได้เห็นใบไม้หลากหลายสีสันในสวนสวยช่วงฤดู Autumn หลังจากนั้นซื้อของฝากกลับไปให้เพื่อนก่อนเตรียมตัวแพ็คกระเป๋าเดินทางกลับเมืองไทย เป็นความประทับใจที่ได้มาเที่ยว New Zealand (The land of the long white cloud) KIA ORA
. |
 |